อาจารย์ผู้สอนนายเจษฎา ดิษฐสุวรรณ (ครูเต้ง)
วิชาคอมพิวเตอร์ สายสามัญ
080-7158480
ขั้นตอนการสมัคร G-Mail กับ อ.เจษฎา
ลงชื่อเข้าใช้Gmail
ขั้นตอนการสมัคร G-Mail กับ อ.เจษฎา
Google + jadsadar
รูปภาพ Google +
อัลบั้มที่คุณแบ่งปัน
อัลบั้มจะปรากฏเฉพาะแก่บุคคลที่มีการแบ่งปันด้วยเท่านั้น
วิดีโอจะปรากฏเฉพาะแก่บุคคลที่มีการแบ่งปันด้วยเท่านั้น
สิ่งที่คุณ +1 จะปรากฏที่นี่ เชิญ +1 สิ่งที่คุณชอบ เห็นด้วย หรือต้องการแนะนำให้คนอื่นทราบ
โชว์ +1
คุณต้องมีโปรไฟล์ Google สาธารณะหากต้องการ +1 ให้กับสิ่งต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้ผู้อื่นเห็นว่าใครเป็นผู้แนะนำสูตรทำอาหารอร่อยๆ หรือที่ตั้งแคมป์ดีๆ นั้น เมื่อคุณสร้างโปรไฟล์ ทุกคนจะมองเห็น และผู้ที่มีอีเมลของคุณก็จะค้นพบโปรไฟล์ของคุณได้ง่ายๆ
การ +1 ทั้งหมดจะเก็บไว้ในแท็บใหม่บนโปรไฟล์ Google ของคุณ ซึ่งสามารถเลือกที่จะแสดงแท็บ +1 ให้ทั้งโลกเห็น หรือเก็บไว้เป็นส่วนตัวเพื่อใช้ในการจัดการบันทึกสิ่งต่างๆ ที่คุณชื่นชอบบนเว็บซึ่งมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ได้
+1 แปลว่า
คลิก +1 เพื่อบอกให้ใครๆ รู้ว่าคุณถูกใจอะไร การ +1 ของคุณจะช่วยเพื่อนๆ ผู้คนที่คุณติดต่อด้วย และคนอื่นๆ ค้นพบแต่สิ่งดีๆ บนเว็บ
มองเห็น +1
บางครั้ง เราก็หาอะไรเจอได้ง่ายขึ้นเมื่อมีคนรู้จักหาสิ่งนั้นเจอมาก่อนแล้ว รับคำแนะนำในทุกเรื่องที่คุณสนใจ ในเวลาที่กำลังต้องการ บนผลการค้นหาเลย
คราวหน้าเวลาที่คุณพยายามนึกชื่อโรงแรมดีราคาถูก หรือชื่อเว็บเจ๋งๆ ที่เพื่อนเคยเล่าให้ฟัง +1 สามารถช่วยคุณได้ เพียงแค่ลงชื่อเข้าใช้บัญชี Google ของคุณ
ปฏิทิน
โพสต์
ส่งGmail
กล่องจดหมาย
Gmail
เว็บไซต์ที่ให้บริการฟรีอีเมลมีอยู่มากมาย แต่ที่เป็นที่นิยมและเป็นรายใหญ่คงจะหนีไม่พ้น Hotmail และ Yahoo แต่แล้วสองยักษ์ใหญ่ในวงการอีเมลก็ต้องหวาดกลัว เมื่อ Google ที่เป็นเจ้าแห่งการ Search Engine ประกาศจะทำการเปิดบริการ Gmail ฟรีอีเมลใหม่ ซึ่งจะให้เนื้อที่แก่ผู้ใช้บริการมากถึง 1 กิกะไบต์ หรือ 1,000 เมกกะไบต์ (MB) ซึ่งมากกว่า Yahoo และ Hotmail ประมาณพันเท่า ซึ่งทำให้ในอนาคต Google จะกลายเป็นคู่แข่งของ Microsoft ในเรื่องให้บริการฟรีอีเมล
รายละเอียดของ Gmail
Gmail คือบริการฟรีอีเมลที่ทำงานบนระบบ Search Engine หน้าตาดูจะไม่แตกต่างจากรูปแบบของ Google เท่าไหร่ กล่าวคือไม่มีลูกเล่น ดูเรียบง่ายแต่เน้นที่ความรวดเร็วในการเข้าถึงเป็นหลัก สัญลักษณ์ (logo) นั้นประกอบไปด้วย 4 สี คือ น้ำเงิน เขียว แดง และเหลือง ยังคงความเป็น Google ได้ดีมาก โดยหน้าหลักของ Gmail ประกอบไปด้วย 3 ส่วน ดังนี้
- ส่วนที่หนึ่ง คือส่วนด้านซ้าย ทำหน้าที่คล้ายๆกับบริการฟรีอีเมลอื่น ๆ นั่นคือให้เข้าถึงส่วนต่าง ๆ ของบริการได้ง่าย ประกอบด้วย Inbox , Sent mail , All mail , Spam หรือ Junk mail , Trash
ลูกเล่นที่น่าสนใจ “Starred” เป็นส่วนพิเศษที่เว็บอื่นไม่เคยมีให้ Starred เป็นการทำเครื่องหมาย (Mark) ให้แก่จดหมาย เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของผู้ใช้ว่า อีเมลที่ถูก mark นั้น สำคัญกว่าอีเมลอื่นๆ และอีกส่วนหนึ่งคือ Labels ซึ่งทำงานคล้ายกับ folder เราสามารถเพิ่มเข้าไปในจดหมายฉบับใดก็ได้ และในแต่ละ folder ก็จะมี labels ได้หลายอัน หลายท่านอาจจะมองภาพไม่ออก จึงขอยกตัวอย่างให้ดู เช่น แฟ้มเก็บเอกสาร 1 แฟ้ม ในเอกสารทั้งหมดอาจจะมีแผ่นกระดาษแทรกแบ่งเอาไว้ด้วยว่า ช่วงหน้าไหนมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร ก็เป็นทำนองเดียวกัน labels ก็คือส่วนที่จะบอกเราได้ว่าจดหมายฉบับไหนเป็นอะไร ซึ่งจะเป็นการแยกย่อยลงไปได้อีกในแต่ละ folder - ส่วนที่สอง คือ ส่วนกลาง จะเป็นจดหมาย ประกอบด้วยชื่อผู้ส่ง, หัวข้อจดหมาย, เวลาที่รับจดหมายเข้ามา นอกจากนี้แล้ว ยังมีปุ่มใช้งานทั้งบนและล่างของส่วนกลาง ซึ่งเราสามารถที่จะใช้ปุ่มเหล่านี้ทำงานคู่กับการทำเครื่องหมายถูกหน้าจดหมาย หลังจากนั้นเลือก Report As Spam จะเป็นการบอกให้ Gmail ทราบว่าจดหมายฉบับนี้เป็นอีเมลขยะ ดังนั้นระบบทำการจัดเก็บ เพื่อทำเป็นฐานข้อมูลในการตรวจจับspam ในคราวต่อไป เป็นต้น
- ส่วนที่สาม เป็นส่วนที่ทำให้ Gmail พิเศษกว่าที่อื่น คือ “ การค้นหาอีเมล” (search mail) เพียงแค่ใส่คำหลัก(key words) ลงไป แล้วกด search mail จากนั้นการทำงานก็จะเหมือน Search Engine ทุกประการ อีเมลทุกฉบับที่มีคำหลักนั้นก็จะปรากฏขึ้นมา ซึ่งในส่วนนี้ จะรวดเร็ว ง่าย และเปี่ยมประสิทธิภาพ เป็นหัวใจหลักของ search mail ที่ Gmail ต้องการมีไว้สำหรับใช้ดึงดูดผู้ใช้บริการ เนื่องจาก Gmail แปลงจากระบบกล่องเก็บจดหมาย มาเป็น “ห้องสมุดเก็บจดหมาย” โดยใช้ระบบ Indexing Technology ดังนั้นผู้ใช้จึงสามารถที่จะเก็บอีเมลได้มากเท่าที่ต้องการ
ข้อควรระวังในการใช้ Gmail
ถึงเราจะลบรายชื่อเมลแล้ว ก็ยังสามารถ Search หาใหม่ได้ทุกเมื่อ เนื่องจากอีเมลนั้นก็เพียงแต่หายไปจากเครื่อง แต่มิได้หายไปจากฐานข้อมูลของ Google นั่นหมายความว่า อีเมลส่วนตัวทุกฉบับที่มีการส่งถึงกันระหว่างผู้ใช้บริการ Gmail จะต้องผ่านการตรวจสอบและสแกนจากทาง Google เพื่อที่จะนำเข้าสู่ฐานข้อมูล Search Engine E-mail ซึ่งทางด้านกฎหมายถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล (เหมือนกับว่าทาง Google จะสามารถล่วงรู้ความลับของเราได้ทุกเมื่อ หากมีการติดต่อกันผ่านทางอีเมล) ดังนั้นหากมีอีเมลที่เป็นความลับ หรือเป็นส่วนตัว ไม่อยากเก็บไว้ เราก็จะไม่มีทางลบให้หายไปได้อย่างถาวร เนื่องจากทุกอย่างขึ้นตรงกับ Google แต่เพียงผู้เดียว
ถึงเราจะลบรายชื่อเมลแล้ว ก็ยังสามารถ Search หาใหม่ได้ทุกเมื่อ เนื่องจากอีเมลนั้นก็เพียงแต่หายไปจากเครื่อง แต่มิได้หายไปจากฐานข้อมูลของ Google นั่นหมายความว่า อีเมลส่วนตัวทุกฉบับที่มีการส่งถึงกันระหว่างผู้ใช้บริการ Gmail จะต้องผ่านการตรวจสอบและสแกนจากทาง Google เพื่อที่จะนำเข้าสู่ฐานข้อมูล Search Engine E-mail ซึ่งทางด้านกฎหมายถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล (เหมือนกับว่าทาง Google จะสามารถล่วงรู้ความลับของเราได้ทุกเมื่อ หากมีการติดต่อกันผ่านทางอีเมล) ดังนั้นหากมีอีเมลที่เป็นความลับ หรือเป็นส่วนตัว ไม่อยากเก็บไว้ เราก็จะไม่มีทางลบให้หายไปได้อย่างถาวร เนื่องจากทุกอย่างขึ้นตรงกับ Google แต่เพียงผู้เดียว
เอกสารอ้างอิง http://www.thtfreeweb.com/gmail.html
หลักการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล
ที่ Google เราเสาะแสวงหาแนวคิดและผลิตภัณฑ์ที่มักผลักดันขีดสุดของเทคโนโลยีให้สูงขึ้นไปอีกขั้น ในฐานะบริษัทที่ปฏิบัติงานอย่างมีความรับผิดชอบ เรามุ่งมั่นทำงานเพื่อให้มั่นใจว่านวัตกรรมใดที่เกิดขึ้นจะต้องได้รับการปรับสมดุลเรื่องระดับความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยที่เหมาะสมสำหรับผู้ใช้ของเรา หลักการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของเราจะเป็นแนวทางในการตัดสินใจในทุกระดับภายในบริษัทของเรา ดังนั้นเราจึงสามารถปกป้องและมอบอำนาจให้ผู้ใช้ของเราได้ พร้อมทั้งสานต่อภารกิจที่กำลังดำเนินอยู่ให้ลุล่วง นั่นคือการจัดระเบียบข้อมูลของโลกใบนี้
- ใช้ข้อมูลเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณค่าแก่ผู้ใช้ของเรา“มุ่งเน้นที่การมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ผู้ใช้” คือแนวปฏิบัติข้อแรกในปรัชญาของ Google การที่ผู้ใช้แบ่งปันข้อมูลให้เราทำให้เราสามารถสร้างบริการและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าแก่ผู้ใช้ เราเชื่อว่าการให้ความสำคัญกับผู้ใช้ช่วยส่งเสริมให้เกิดผลิตภัณฑ์และคุณลักษณะที่ช่วยปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตนวัตกรรมและสร้างกลุ่มผู้ใช้ออนไลน์ที่ภักดีต่อเราเราเรียนรู้จากการพิมพ์ผิดและการสะกดผิดที่เกิดขึ้นกับพวกเราทุกคนขณะที่ค้นหาเพื่อให้ผลการค้นหาที่แม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้นแก่คุณ ดังนั้น ถ้าคุณพิมพ์คำว่า [หมีแปนด้า] เราสามารถเดาได้ว่าคุณอาจหมายถึง [หมีแพนด้า]
- พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่แสดงถึงมาตรฐานและหลักปฏิบัติอันเข้มงวดเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลเรามุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำอันดับต้นๆ ทางด้านเทคโนโลยี ซึ่งรวมถึงการพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ใช้จัดการข้อมูลส่วนบุคคลได้ด้วยวิธีที่ง่ายและเข้าถึงได้เสมอ โดยที่ยังได้รับประสบการณ์การใช้งานที่มีคุณค่าอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เราปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลส่วนบุคคล และยังได้ดำเนินงานภายในเพิ่มเติม ตลอดจนประสานงานกับผู้ดูแลเรื่องระเบียบข้อบังคับและพันธมิตรในอุตสาหกรรมเพื่อจัดทำมาตรฐานเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลที่เข้มงวดพร้อมทั้งนำไปปฏิบัติเราออกแบบ Google+ พร้อมด้วยแวดวงเพื่อให้การแบ่งปันสิ่งต่างๆ กับบุคคลต่างๆ เป็นไปได้อย่างง่ายดาย คุณจึงสามารถใส่เพื่อนของคุณลงในแวดวงหนึ่ง ครอบครัวในอีกแวดวงหนึ่ง และเจ้านายของคุณในอีกแวดวงหนึ่งซึ่งมีเขาเพียงคนเดียว เช่นเดียวกับในชีวิตจริงได้
- ใช้วิธีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลที่โปร่งใสเราพยายามแสดงให้ผู้ใช้เห็นถึงข้อมูลที่เราใช้ในการกำหนดลักษณะบริการต่างๆ ของเรา เมื่อโอกาสเอื้ออำนวย เราตั้งใจที่จะดำเนินการอย่างโปร่งใสเกี่ยวกับข้อมูลต่างๆ ของผู้ใช้แต่ละบุคคลที่เรามีอยู่ รวมถึงวิธีใช้ข้อมูลเหล่านั้นเพื่อส่งมอบบริการของเราGoogle แดชบอร์ดสามารถช่วยตอบคำถามที่ว่า “Google รู้อะไรเกี่ยวกับฉันบ้าง” โดยจะแสดงข้อมูลที่จัดเก็บในบัญชี Google ของคุณ อย่างเช่น บล็อกล่าสุดของคุณในบล็อกเกอร์หรือรูปภาพที่คุณอัปโหลด และช่วยให้คุณสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวสำหรับผลิตภัณฑ์ที่มากมายของ Google ที่ศูนย์กลางเพียงที่เดียวได้
- ให้ทางเลือกที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้ในการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของตนผู้คนมีความกังวลและความต้องการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลที่แตกต่างกันไป เพื่อให้เราให้บริการผู้ใช้ในทุกระดับได้ดีที่สุด Google จึงพยายามนำเสนอทางเลือกที่เป็นประโยชน์และมีคุณภาพเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้ เราเชื่อว่าข้อมูลส่วนบุคคลไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องต่อรอง และเรามุ่งมั่นที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผู้ใช้ส่งออกข้อมูลส่วนบุคคลของตนไปยังบริการอื่นๆ ได้ เราไม่ขายข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้ด้วยเครื่องมือส่วนบุคคลของเรา คุณสามารถเข้ารหัสข้อมูลการค้นหาที่รับส่งระหว่างคอมพิวเตอร์ของคุณและ Google ใช้งานอินเทอร์เน็ตในโหมดส่วนตัว ลบประวัติการค้นหา ย้ายข้อมูลของคุณออกจากผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ Google อย่างง่ายดายด้วยความมุ่งมั่นในเรื่องการเปิดเสรีข้อมูลของเรา และอื่นๆ อีกมากมาย
- เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบข้อมูลที่เราเก็บไว้เราตระหนักถึงความรับผิดชอบในการปกป้องข้อมูลที่ลูกค้ามอบให้ด้วยความไว้ใจ เราจึงใส่ใจกับเรื่องความปลอดภัยอย่างจริงจัง และทำงานร่วมกับชุมชนกลุ่มใหญ่ซึ่งประกอบด้วยผู้ใช้ นักพัฒนาซอฟต์แวร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยนอกองค์กร เพื่อทำให้อินเทอร์เน็ตมีความปลอดภัยและไว้วางใจได้มากขึ้นเราออกแบบความปลอดภัยและความยืดหยุ่นลงในผลิตภัณฑ์ของเราตั้งแต่จุดเริ่มต้น ในแต่ละวันสแกนเนอร์อัตโนมัติของเราใช้ข้อมูลเพื่อปกป้องผู้ใช้หลายล้านคนจากมัลแวร์ ไซต์ปลอมฟิชชิง การฉ้อโกง และสแปม
เครื่องมือส่วนบุคคล
เป้าหมายอย่างหนึ่งของ Google คือการเสนอตัวเลือกที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของคุณ นี่คือเครื่องมือที่ได้รับความนิยมสูงสุดของเราบางส่วนที่จะช่วยคุณควบคุมข้อมูลของคุณได้:
หน้าแดชบอร์ดของ Google
หาคำตอบสำหรับคำถามที่ว่า “Google รู้อะไรเกี่ยวกับฉันบ้าง” โดยการไปที่แผงควบคุมของ Google ซึ่งจะแสดงข้อมูลของคุณที่จัดเก็บไว้ในบัญชี Google ที่นี่เป็นศูนย์กลางที่คุณสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับบริการต่างๆ เช่น บล็อกเกอร์, ปฏิทิน, เอกสาร, Gmail, Picasa และโปรไฟล์ได้โดยง่ายAds Preferences Manager
ดูและแก้ไขข้อูลที่ Google ใช้ในการแสดงโฆษณาบนผลการค้นหาของ Google และใน Gmail ของคุณ ตลอดจนโฆษณาตามความสนใจบนเว็บไซต์ต่างๆ ในเครือข่ายโฆษณาของ Google เพิ่มหรือแก้ไขข้อมูลเพื่อกำหนดรูปแบบการเลือกโฆษณาสำหรับคุณ หรือเลือกไม่รับโฆษณาในแบบของคุณData Liberation Front
เราคิดว่าคุณควรจะควบคุมข้อมูลที่คุณจัดเก็บออนไลน์ได้ เรียนรู้วิธีเคลื่อนย้ายข้อมูลของคุณเข้าและออกจากผลิตภัณฑ์ Googleเลือกไม่รับโฆษณาในแบบของฉัน
ติดตั้งส่วนขยายนี้ของ Chrome สำหรับการเลือกไม่ใช้การแสดงโฆษณาในแบบของคุณในขั้นตอนเดียวและทำงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งดำเนินการโดยบริษัทที่ใช้มาตรฐานอุตสาหกรรมด้านข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการโฆษณาออนไลน์การค้นหาที่เข้ารหัส
เข้ารหัสข้อมูลการค้นหาทั้งหมดระหว่างคอมพิวเตอร์ของคุณและ Google เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้บุคคลที่สามดักดูข้อความค้นหาและหน้าผลการค้นหาของคุณ ลองพบประสบการณ์การค้นหาที่ปลอดภัยและเป็นส่วนตัวมากขึ้นโหมดไม่ระบุตัวตนใน Google Chrome
เมื่อคุณต้องการเรียกดูอินเทอร์เน็ตโดยไม่เปิดเผยตัวตน Google Chrome จะเสนอการเรียกดูแบบไม่ระบุตัวตน หน้าที่คุณเปิดและไฟล์ที่คุณดาวน์โหลดขณะที่อยู่ในโหมดไม่ระบุตัวตนจะไม่ได้รับการบันทึกไว้ในประวัติการเรียกดูหรือดาวน์โหลดของ Chrome ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในกรณีที่คุณวางแผนจะมอบของขวัญหรือจัดปาร์ตี้วันเกิดเพื่อสร้างความประหลาดใจให้ใครสักคนการควบคุมประวัติเว็บ
หากคุณลงชื่อเข้าใชับัญชี Google และได้เปิดการใช้งานประวัติเว็บเมื่อคุณค้นหา ฟังก์ชันนี้จะช่วยให้คุณเห็นข้อความค้นหาก่อนหน้านี้และผลการค้นหาที่คุณเคยคลิก เราช่วยให้คุณควบคุมการทำงานนี้ได้โดยให้คุณลบรายการแต่ละรายการ หยุดการเก็บข้อมูลชั่วคราว หรือเลือกไม่ใช้บริการเลยการเลือกไม่ใช้ Google Analytics
Google Analytics จะสร้างสถิติเกี่ยวกับผู้เข้าชมเว็บไซต์ เช่น จำนวนการดูหน้าเว็บหรือช่วงเวลาที่มีผู้เข้าชมสูงสุด หากคุณไม่ต้องการให้ Google Analytics เก็บข้อมูลเบราว์เซอร์ที่ไม่ระบุตัวตนของคุณเมื่อคุณเข้าชมไซต์ที่ใช้ Google Analytics คุณสามารถติดตั้งโปรแกรมไม่ใช้ในเว็บเบราว์เซอร์ของคุณได้การเลือกไม่ใช้การกำหนดรูปแบบการค้นหาในแบบของคุณ
บางครั้งเราอาจปรับเปลี่ยนผลการค้นหาตามกิจกรรมที่คุณเคยทำก่อนหน้านี้เพื่อช่วยคุณค้นหาสิ่งที่ต้องการได้ดีขึ้น แม้คุณจะไม่ได้ลงชื่อเข้าใช้บัญชี Google แต่หากคุณไม่ต้องการให้เราดำเนินการดังกล่าว คุณสามารถปิดการใช้งานคุณลักษณะนี้ได้ควบคุมตำแหน่งของคุณใน Google Latitude
Google Latitude ช่วยให้คุณแบ่งปันตำแหน่งของคุณกับครอบครัวหรือเพื่อนฝูงได้ตามเวลาจริง คุณสามารถปรับการตั้งค่าข้อมูลส่วนบุคคลใน Latitude เพื่อแบ่งปันข้อมูลมากหรือน้อยเกี่ยวกับตำแหน่งของคุณให้คนที่คุณต้องการทราบ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลในการโฆษณา
- Google มีวิธีปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของฉันอย่างไรเมื่อมีการโฆษณาเข้ามาเกี่ยวข้อง
- Google ใช้ข้อมูลใดบ้างเพื่อแสดงโฆษณาให้ฉันดู
- การปรับเปลี่ยนโฆษณาในแบบของคุณบนการค้นหาโดย Google, Gmail และคุณสมบัติอื่นๆ ของ Google ต้องใช้ข้อมูลใดบ้าง
- YouTube ใช้ข้อมูลอะไรบ้างเพื่อแสดงโฆษณาตามความสนใจแก่ฉัน
- ฉันสามารถแก้ไขค่ากำหนดโฆษณาของฉันสำหรับการโฆษณาตามความสนใจได้อย่างไร
- ฉันสามารถเลือกไม่รับการโฆษณาตามความสนใจได้อย่างไร
- Ads Preferences Manager คืออะไร
- Google ใช้คุกกี้ DoubleClick เพื่อแสดงโฆษณาอย่างไร
- ตัวชี้ที่ไม่ระบุตัวตนคืออะไรและใช้งานกับการแสดงโฆษณาอย่างไร
- Google ใช้คุกกี้สำหรับ Google Analytics อย่างไร
- Google ใช้คุกกี้สำหรับเครื่องมือวัด Conversion อื่นๆ อย่างไร
- ฉันจะแก้ไขค่ากำหนดโฆษณาสำหรับแอปพลิเคชันและไคลเอ็นต์อื่นๆ ได้อย่างไร
Google มีวิธีปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของฉันอย่างไรเมื่อมีการโฆษณาเข้ามาเกี่ยวข้อง
เราให้ความสำคัญกับการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลโดยแสดงความชัดเจนเกี่ยวกับประเภทของข้อมูลที่เราเก็บรวบรวมและวิธีที่เราจะใช้ข้อมูลนั้นเพื่อแสดงโฆษณาที่เกี่ยวข้อง เราทำให้คุณสามารถดู จัดการ และเลือกไม่รับโฆษณาในแบบของคุณสำหรับบริการมากมายซึ่งมีอยู่ในคุณสมบัติต่างๆ ของ Google ได้อย่างง่ายดาย เช่น การค้นหา ไซต์ AdSense ของบุคคลที่สาม และแอปพลิเคชันหรือไคลเอ็นต์ของ Google เป็นที่แน่นอนว่าเราจะไม่ขายหรือแบ่งปันข้อมูลส่วนตัวที่บ่งชี้ถึงตัวตนของคุณจากคุกกี้การแสดงโฆษณาให้กับบุคคลที่สามหากไม่ได้รับความยินยอมจากคุณก่อน
Google ใช้ข้อมูลใดบ้างเพื่อแสดงโฆษณาให้ฉันดู
เราแสดงโฆษณาผ่านโปรแกรม AdWords บนเว็บไซต์ของเราเอง และบน Google เครือข่ายดิสเพลย์ นอกจากนี้ เรายังแสดงโฆษณาผ่านโปรแกรม AdSense และ AdMob ของเราบนไซต์และบริการของพันธมิตรซึ่งเป็นบุคคลที่สามด้วย (เช่น แอปพลิเคชัน และไคลเอ็นต์อื่น) เราใช้วิธีการที่หลากหลายเพื่อแสดงโฆษณาที่เกี่ยวข้อง
สำหรับ Google เครือข่ายดิสเพลย์ และเครือข่าย AdMob เราแสดงโฆษณาโดยอิงจากเนื้อหาไซต์ที่คุณดูหรือแอปพลิเคชันที่คุณกำลังใช้งานบนอุปกรณ์ของคุณ และอาจใช้ข้อมูลจากพันธมิตรอื่นเพื่อกำหนดเป้าหมายโฆษณา ตัวอย่างเช่น หากคุณเข้าชมไซต์เกี่ยวกับการจัดสวน โฆษณาบนไซต์นั้นอาจเกี่ยวข้องกับการจัดสวน นอกจากนี้ เราอาจแสดงโฆษณาตามความสนใจของคุณ ในขณะที่คุณเรียกดูไซต์ของ Google หรือเว็บไซต์ที่เป็นพันธมิตรกับเรา หรือใช้และดาวน์โหลดแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์ของคุณ Google อาจวางคุกกี้หรือตัวชี้ที่ไม่ระบุตัวตน (ดูตัวชี้ที่ไม่ระบุตัวตนด้านล่าง) ในเบราว์เซอร์หรือบนอุปกรณ์ของคุณเพื่อให้เข้าใจถึงประเภทของหน้าเว็บที่มีการเข้าชม เนื้อหาที่คุณดู หรือแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือของคุณ โดยการอิงตามข้อมูลนี้และ/หรือข้อมูลพันธมิตรที่ไม่ระบุตัวตน Google จะเชื่อมโยงคุกกี้หรือตัวชี้ที่ไม่ระบุตัวตนของคุณกับหมวดหมู่ความสนใจที่เกี่ยวข้องและใช้หมวดหมู่เหล่านี้เพื่อแสดงโฆษณาตามความสนใจ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเข้าชมเว็บไซต์เกี่ยวกับการท่องเที่ยวบ่อยๆ Google อาจแสดงโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเพิ่มเติม หรือถ้าคุณดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเกี่ยวกับกอล์ฟ Google อาจแสดงโฆษณาที่เกี่ยวกับกอล์ฟให้คุณดู Google อาจแสดงโฆษณาที่เกี่ยวกับเนื้อหาไซต์ในประวัติการเข้าชมล่าสุดของคุณให้คุณดู Google สามารถใช้ประเภทของหน้าเว็บที่คุณเข้าชม เนื้อหาที่คุณดู หรือแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์ของคุณเพื่ออนุมานข้อมูลประชากรได้อีกด้วย เช่น หมวดหมู่เพศและอายุของคุณ ตัวอย่างเช่น ถ้าไซต์ที่คุณเข้าชมและแอปพลิเคชันที่คุณดาวน์โหลดมีผู้เข้าชมส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง (อิงตามข้อมูลการสำรวจโดยรวมเกี่ยวกับการเข้าชมไซต์และการใช้งานแอปพลิเคชัน) เราอาจเชื่อมโยงคุกกี้และตัวชี้ที่ไม่ระบุตัวตนของคุณกับหมวดหมู่ประชากรที่เป็นเพศหญิง
นอกจากโฆษณาตามหมวดหมู่ความสนใจแล้ว Google ยังอนุญาตให้ผู้ลงโฆษณา (รวมทั้ง Google เอง) แสดงโฆษณาโดยอิงจากการโต้ตอบก่อนหน้าของคุณทางออนไลน์หรือในแอปพลิเคชัน เช่น การเข้าชมเว็บไซต์ของผู้ลงโฆษณาหรือแอปพลิเคชัน ตัวอย่างเช่น ผู้ที่เข้าชมเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันซื้อขายสินค้าของร้านออนไลน์ที่จำหน่ายอุปกรณ์กีฬาอาจได้รับโฆษณาเกี่ยวกับข้อเสนอพิเศษจากร้านนั้นในภายหลัง
Google จะไม่เชื่อมโยงหมวดหมู่ความสนใจที่ละเอียดอ่อนกับคุกกี้หรือตัวชี้ที่ไม่ระบุตัวตนของคุณ (เช่น หมวดหมู่เกี่ยวกับเชื้อชาติ ศาสนา รสนิยมทางเพศ สุขภาพ หรือหมวดหมู่ทางการเงินที่มีความละเอียดอ่อน) และจะไม่ใช้หมวดหมู่ดังกล่าวในขณะที่แสดงโฆษณาตามความสนใจแก่คุณ
การปรับเปลี่ยนโฆษณาในแบบของคุณบนการค้นหาโดย Google, Gmail และคุณสมบัติอื่นๆ ของ Google ต้องใช้ข้อมูลใดบ้าง
เมื่อคุณค้นหาบางอย่างบน Google โดยไม่ลงชื่อเข้าใช้บัญชี Google ของคุณ หน้าผลการค้นหาจะแสดงผลการค้นหาและโฆษณาที่ตรงกับข้อความค้นหาและตำแหน่งในปัจจุบันของคุณ หากเราคิดว่าโฆษณาจะมีความเกี่ยวข้องมากขึ้น เราอาจใช้การค้นหาหัวข้อและโฆษณาที่เกี่ยวข้องล่าสุดที่คุณคลิกเพื่อพิจารณาว่าจะแสดงโฆษณาใด
ในขณะที่คุณลงชื่อเข้าใช้บัญชี Google ของคุณ เราอาจใช้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อพิจารณาว่าจะแสดงโฆษณาใด ตัวอย่างเช่น เราอาจใช้การค้นหาก่อนหน้าครั้งล่าสุดหากเราเห็นว่าการค้นหาอาจเกี่ยวข้องกัน เช่น การค้นหาคำว่า “นิวยอร์ก” ตามด้วยการค้นหาคำว่า “โรงแรม” อาจบ่งชี้ว่าคุณต้องการค้นหาเกี่ยวกับโรงแรมในนิวยอร์ก เราใช้การค้นหาล่าสุดเท่านั้นเนื่องจากโดยทั่วไปแล้วไม่มีประโยชน์อันใดที่เราจะเชื่อมโยงกับการค้นหาที่ผ่านไปนานมากแล้ว
อีกวิธีหนึ่งที่เราสามารถปรับเปลี่ยนโฆษณาในผลการค้นหาให้อยู่ในแบบของคุณได้ก็คือการใช้ประวัติเว็บ Google ของคุณ ตัวอย่างเช่น หากคุณเพิ่งคลิกผลการค้นหาไปยังเว็บไซต์เกี่ยวกับการเล่นกระดานโต้คลื่น แล้วจากนั้นก็ค้นหา “วันหยุดพักผ่อน” แสดงว่าคุณสนใจจุดหมายปลายทางในช่วงวันหยุดที่คุณสามารถเล่นกระดานโต้คลื่นได้ และคุณอาจเห็นโฆษณาเกี่ยวกับวันหยุดพักผ่อนที่คุณสามารถเล่นกระดานโต้คลื่นได้
นอกจากนี้ เราอาจใช้ข้อมูลที่คุณแจ้งให้เราทราบเกี่ยวกับตัวคุณเองเพื่อปรับเปลี่ยนโฆษณาในผลการค้นหาในแบบของคุณ ตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์บางชนิดอาจให้โอกาสคุณบอกเราว่าผู้ค้าปลีกรายใดหรือแบรนด์ใดที่คุณชอบจริงๆ และเราสามารถใช้ข้อมูลนั้นเพื่อแสดงโฆษณาเกี่ยวกับผู้ค้าและผลิตภัณฑ์และบริการที่เราคิดว่าคุณอาจจะชอบในภายหลัง
ใน Gmail โฆษณาส่วนใหญ่ที่เราแสดงจะปรากฏถัดจากข้อความอีเมลที่เปิดและสอดคล้องกับเนื้อหาในอีเมลของคุณ เมื่อเราปรับเปลี่ยนโฆษณาให้เป็นแบบของคุณ เราจะแสดงโฆษณาตามเนื้อหาในอีเมลทั้งหมดของคุณ ตัวอย่างเช่น หากเมื่อเร็วๆ นี้คุณได้รับข้อความมากมายเกี่ยวกับการถ่ายภาพหรือกล้องถ่ายรูป เราอาจจะแสดงข้อเสนอจากร้านกล้องถ่ายรูปในท้องถิ่นให้แก่คุณ
คุณไม่สามารถปรับเปลี่ยนโฆษณาบนการค้นหาโดย Google, Gmail และคุณสมบัติอื่นๆ ของ Google ในแบบของคุณได้ทุกๆ โฆษณา เราปรับเปลี่ยนโฆษณาให้เป็นในแบบของคุณเมื่อเราคิดว่าข้อมูลเพิ่มเติมจะช่วยปรับปรุงการเลือกโฆษณาสำหรับคุณเท่านั้น
YouTube ใช้ข้อมูลอะไรบ้างเพื่อแสดงโฆษณาตามความสนใจแก่ฉัน
นอกจากนี้ YouTube ยังสามารถแสดงการโฆษณาตามความสนใจเพื่อแสดงโฆษณาที่เกี่ยวข้องบนไซต์ของตนได้โดยการใช้คุกกี้ DoubleClick หมวดหมู่ความสนใจได้รับการจำแนกตามเว็บไซต์ที่คุณเช้าชมโดยใช้โปรแกรม AdSense ของเรา และตามวิดีโอที่คุณค้นหา ต้องการรับชม หรือคำสั่งที่คุณดำเนินการ (เช่น การอัปโหลด) บน YouTube คุกกี้ DoubleClick เชื่อมโยงเบราว์เซอร์ของคุณกับหมวดหมู่ความสนใจที่เกี่ยวข้องและใช้หมวดหมู่เหล่านี้เพื่อแสดงโฆษณาตามความสนใจ เราจะไม่รวมข้อมูลที่ใช้ในการระบุตัวตนซึ่งเป็นข้อมูลส่วนตัวจากบัญชี YouTube หรือบัญชี Google ของคุณกับข้อมูลคุกกี้ที่ใช้เพื่อแสดงการโฆษณาตามความสนใจหากไม่ได้รับความยินยอมจากคุณก่อน หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติม ให้ดูการโฆษณาบน YouTube และคุณ
ฉันสามารถแก้ไขค่ากำหนดโฆษณาของฉันสำหรับการโฆษณาตามความสนใจได้อย่างไร
การจำแนกหมวดหมู่ตามความสนใจและข้อมูลประชากรอ้างอิงจากการเข้าชมไซต์ใน Google เครือข่ายดิสเพลย์หรือบริการหรือแอปพลิเคชันอื่นที่คุณใช้หรือดาวน์โหลด ด้วยการใช้ Ads Preferences Manager สำหรับเบราว์เซอร์ คุณสามารแก้ไขค่ากำหนดโฆษณาของคุณในเบราว์เซอร์ได้ด้วยการเพิ่มหมวดหมู่ความสนใจที่เกี่ยวข้องกับตัวคุณ เมื่อใช้ Ads Preferences Manager สำหรับเบราว์เซอร์ และ Ads Preferences Manager สำหรับแอปพลิเคชัน คุณสามารถนำหมวดหมู่ความสนใจที่ไม่ได้ใช้งานออกไปได้ และ Google จะไม่ใช้หมวดหมู่เหล่านั้นเพื่อแสดงโฆษณาตามความสนใจแก่คุณอีกต่อไป คุณสามารถไปใช้เปลี่ยนหมวดหมู่ข้อมูลประชากรที่เชื่อมโยงกับคุกกี้หรือตัวชี้ที่ไม่ระบุตัวตนของคุณได้ เมื่อคุณแก้ไขค่ากำหนดโฆษณาของคุณ การตั้งค่าใหม่ของคุณอาจไม่มีผลทันทีเนื่องจากระบบของเราต้องใช้เวลาในการประมวลผลการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
ฉันสามารถเลือกไม่รับการโฆษณาตามความสนใจได้อย่างไร
หากคุณไม่ต้องการได้รับการโฆษณาตามความสนใจในเว็บเบราว์เซอร์ คุณสามารถคลิกปุ่ม “เลือกไม่รับ” ที่อยู่บน Ads Preferences Manager ได้เสมอ ในขณะที่คุณกำลังเข้าถึงเว็บผ่านทางเว็บเบราว์เซอร์ Google มอบตัวเลือกในการ บันทึกการตั้งค่าเลือกไม่รับแบบถาวร ในเบราว์เซอร์ให้กับคุณ หลังจากที่คุณเลือกไม่รับ Google จะไม่เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับหมวดหมู่ความสนใจ และคุณจะไม่ได้รับโฆษณาตามความสนใจผ่าน Google เมื่อเข้าถึงเว็บทางเว็บเบราว์เซอร์ คุณจะยังคงเห็นโฆษณาในปริมาณเท่าเดิมเหมือนเมื่อก่อน และ Google อาจแสดงโฆษณาที่เกี่ยวข้องโดยอิงตามเนื้อหาหน้าเว็บหรือข้อมูลที่ไม่เป็นส่วนตัวอื่นๆ ตัวอย่างเช่น หากคุณเข้าชมไซต์เกี่ยวกับการจัดสวน Google สามารถกำหนดเนื้อหาไซต์และอาจแสดงโฆษณาที่เกี่ยวกับการจัดสวนไปยังผู้เข้าชมทั้งหมดโดยไม่ต้องใช้คุกกี้ได้อย่างอัตโนมัติ เมื่อใดก็ตามที่เราแสดงโฆษณาบนการค้นหาโดย Google หรือบนไซต์ AdSense สำหรับพันธมิตรการค้นหาของเรา โฆษณาที่แสดงยังอาจอิงตามข้อความค้นหาที่คุณป้อนอยู่
หากคุณไม่ต้องการได้รับโฆษณาตามความสนใจในแอปพลิเคชันและไคลเอ็นต์อื่นๆ ที่ใช้ตัวชี้ที่ไม่ระบุตัวตน คุณสามารถเลือกไม่รับโดยใช้ตัวจัดการค่ากำหนดที่เหมาะสมได้ตลอดเวลา
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกไม่รับการโฆษณาตามความสนใจในแอปพลิเคชันหรือไคลเอ็นต์อื่น
Ads Preferences Manager คืออะไร
Ads Preferences Manager เป็นไซต์ของ Google ที่คุณสามารถจัดการการตั้งค่าที่เกี่ยวข้องกับโฆษณาที่คุณเห็น จุดมุ่งหมายของเราคือการมอบความโปร่งใสและทางเลือกเกี่ยวกับโฆษณาที่เราแสดงแก่คุณ
- สำหรับการค้นหาโดย Google และ Gmail เราได้อธิบายถึงเหตุผลที่คุณได้รับโฆษณาบางรายการ ให้คุณบล็อกโฆษณาจากเว็บไซต์ที่คุณไม่สนใจ และเลือกไม่รับโฆษณาในแบบของคุณบนหน้าผลการค้นหาและใน Gmail
- สำหรับเว็บไซต์ที่เป็นพันธมิตรกับ Google ในการแสดงโฆษณาบน AdWords เราจะแสดงรายการความสนใจที่เราเชื่อมโยงกับคุณ ซึ่งอาจส่งผลต่อโฆษณาที่คุณเห็นบนเว็บไซต์เหล่านั้น เรายังช่วยให้คุณสามารถเพิ่มหรือลบความสนใจออกจากรายการดังกล่าวและเลือกไม่รับโฆษณาตามความสนใจหรือข้อมูลประชากรที่อนุมานได้ด้วย
Google ใช้คุกกี้ DoubleClick เพื่อแสดงโฆษณาอย่างไร
คุกกี้เป็นตัวอย่างข้อมูลที่เป็นข้อความซึ่งถูกส่งมาจากเซิร์ฟเวอร์ของเว็บไซต์และจัดเก็บอยู่บนเว็บเบราว์เซอร์ เช่นเดียวกับเว็บไซต์และเครื่องมือค้นหาส่วนใหญ่ Google ใช้คุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับผู้ใช้และเพื่อแสดงโฆษณาที่เกี่ยวข้อง
Google ใช้คุกกี้ DoubleClick บนไซต์ AdSense ไซต์พันธมิตร และบางบริการของ Google เพื่อแสดงโฆษณาที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมบนเว็บและจำกัดจำนวนครั้งที่จะแสดงโฆษณาหนึ่งๆ ให้แก่คุณ เมื่อคุณเข้าชมเว็บไซต์ ดูโฆษณา หรือคลิกโฆษณาที่สนับสนุนโดยบริการโฆษณาของ Google เราอาจตั้งคุกกี้บนเบราว์เซอร์ของคุณได้ คุกกี้ที่เกี่ยวกับการโฆษณานี้จะปรากฏอยู่ในเบราว์เซอร์ของคุณเหมือนกับคุกกี้ที่มาจากโดเมน “doubleclick.net”
เมื่อติดตั้งคุกกี้บนเบราว์เซอร์ของคุณแล้ว Google จะสามารถรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการโต้ตอบของเบราว์เซอร์ของคุณกับโฆษณาหนึ่งๆ ได้ ข้อมูลนี้จะได้รับการบันทึกไว้ในบันทึกที่มีลักษณะเช่นนี้:
time: 06/Aug/2008 12:01:32 ad_placement_id: 105 ad_id: 1003 userid: 0000000000000001 client_ip: 123.45.67.89 referral_url: "http://youtube.com/categories"
ฟิลด์ “เวลา” แสดงเวลาที่แสดงโฆษณา ฟิลด์ “รหัสตำแหน่งโฆษณา” และ “รหัสโฆษณา” ระบุชี้ถึงแคมเปญโฆษณาและโฆษณาเฉพาะเจาะจงที่แสดง “รหัสผู้ใช้” เป็นคุกกี้โฆษณาแบบดิสเพลย์ที่ระบุชี้ถึงเบราว์เซอร์ “IP ของไคลเอ็นต์” หมายถึงที่อยู่อินเทอร์เน็ตโปรโตคอล (IP) ของผู้ใช้ “URL ที่อ้างอิง” แสดงถึง URL ของหน้าเว็บที่แสดงโฆษณา บันทึกของเรายังบันทึกด้วยว่าเบราว์เซอร์ของผู้ใช้มีการคลิกหรือโต้ตอบกับโฆษณาหรือไม่
ข้อมูลนี้ช่วยให้ Google สามารถแสดงโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับความสนใจของคุณ ควบคุมจำนวนครั้งที่คุณจะเห็นโฆษณาหนึ่งๆ และวัดความมีประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณา ผู้ที่ไม่ต้องการเห็นโฆษณาที่มีความเกี่ยวข้องในระดับนี้สามารถเลือกไม่รับได้ การเลือกไม่รับนี้ใช้ได้เฉพาะกับเบราว์เซอร์ที่คุณกำลังใช้งานอยู่ในขณะคลิกปุ่ม “เลือกไม่รับ” เท่านั้น
ตัวชี้ที่ไม่ระบุตัวตนคืออะไรและใช้งานกับการแสดงโฆษณาอย่างไร
สำหรับการแสดงโฆษณาในบริการที่อาจไม่มีเทคโนโลยีคุกกี้ให้ใช้งาน (ตัวอย่างเช่น ในแอปพลิเคชันหรือไคลเอ็นต์อื่น) เราอาจใช้ตัวชี้ที่ไม่ระบุตัวตน สำหรับการแสดงโฆษณาที่เกี่ยวข้องและถูกปรับแต่งตามความสนใจของคุณ เราอาจใช้ข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมของคุณในบริการเหล่านี้และข้อมูลสำหรับการระบุตัวตนที่ไม่ใช่ข้อมูลส่วนตัว เช่น ข้อมูลประชากร
แอปพลิเคชันบนมือถืออาจเข้าถึงตัวชี้อุปกรณ์ของคุณ และอาจส่งผ่านตัวชี้นี้ไปให้ Google เมื่อคุณใช้แอปพลิเคชันที่แสดงโฆษณา AdSense หรือ AdMob ของ Google ไม่ว่าเราจะได้รับตัวชี้อุปกรณ์ของคุณหรือไม่ก็ตาม เราจะเชื่อมโยงข้อมูลกับตัวชี้ที่ไม่ระบุตัวตนโดยตรงเท่านั้น ไม่ใช่กับตัวชี้อุปกรณ์ ในกรณีที่เราได้รับตัวชี้อุปกรณ์ของคุณ ตัวชี้ที่ไม่ระบุตัวตนจะถูกสร้างขึ้นโดยเชื่อมโยงกับอุปกรณ์ของคุณ ซึ่งจะทำให้คุณสามารถควบคุมได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากคุณสามารถเลือกรีเซ็ตหรือปิดใช้งานตัวชี้ที่ไม่ระบุตัวตนในเวลาได้ก็ได้ ซึ่งแตกต่างจากตัวชี้อุปกรณ์ที่คุณไม่สามารถเปลี่ยนหรือลบได้
Google ใช้คุกกี้สำหรับ Google Analytics อย่างไร
Google Analytics เป็นเครื่องมือการวิเคราะห์เว็บของ Google ที่ใช้งานได้ฟรีซึ่งช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์เข้าใจได้ว่าผู้เข้าชมเว็บไซต์มีส่วนร่วมกับเว็บไซต์ของตนอย่างไร Google Analytics รวบรวมข้อมูลโดยไม่ระบุตัวตน จึงเปรียบเสมือนการตรวจสอบรอยเท้าในผืนทรายเสียมากกว่า เพราะ Google Analytics รายงานแนวโน้มของเว็บไซต์โดยไม่ระบุตัวตนของผู้เข้าชมแต่ละราย Analytics ใช้ชุดคุกกี้ของตัวเองเพื่อติดตามการโต้ตอบของผู้เข้าชม คุกกี้เหล่านี้ใช้เพื่อจัดเก็บข้อมูลต่างๆ เช่น เวลาที่มีการเข้าชมปัจจุบัน ผู้เข้าชมเคยเข้าไปที่ไซต์มาก่อนหรือไม่ และไซต์ใดที่นำผู้เข้าชมมายังหน้าเว็บนี้ ลูกค้า Google Analytics สามารถดูรายงานจำนวนมากมายเกี่ยวกับวิธีที่ผู้เข้าชมโต้ตอบกับเว็บไซต์เพื่อปรับปรุงเว็บไซต์ของตน และปรับปรุงวิธีที่จะทำให้คนทั่วไปสามารถเจอเว็บไซต์ของตนได้ ชุดคุกกี้ที่ต่างกันมีไว้สำหรับเว็บไซต์ที่ต่างกัน และผู้เข้าชมจะไม่ถูกตรวจวัดข้ามไซต์ที่ต่างกัน ลูกค้า Analytics จำเป็นต้องแจ้งให้ผู้ใช้ทราบวิธีใช้งานซอฟต์แวร์การวิเคราะห์ของตน เมื่อต้องการปิดใช้งานคุกกี้ประเภทนี้ บางเบราว์เวอร์จะแจ้งว่าได้ส่งคุกกี้ไปเมื่อใดและอนุญาตให้คุณปฏิเสธที่จะใช้งานคุกกี้เป็นกรณีๆ ไป นอกจากการปฏิเสธที่จะใช้งานคุกกี้แล้ว คุณยังสามารถติดตั้งส่วนเสริมการเลือกไม่รับ (Opt-out Add-on) ของ Google Analytics ในเบราว์เซอร์ของคุณเพื่อป้องกันไม่ให้ Google Analytics เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการเข้าชมเว็บไซต์ของคุณ
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับส่วนเสริมการเลือกไม่รับในเบราว์เซอร์ (Opt-out Browser Add-on) ของ Google Analytics และข้อมูลส่วนบุคคลอื่นๆ ของ Google Analytics
Google ใช้คุกกี้สำหรับเครื่องมือวัด Conversion อื่นๆ อย่างไร
เป็นยิ่งกว่าคุกกี้ Google Analytics และคุกกี้ DoubleClick เสียอีก เพราะ Google ใช้คุกกี้เพื่อช่วยให้ธุรกิจที่ซื้อโฆษณาจาก Google สามารถชี้วัดได้ว่ามีคนจำนวนเท่าไรที่คลิกโฆษณาของตนแล้วลงเอยด้วยการซื้อผลิตภัณฑ์ของตนด้วย คุกกี้ของเครื่องมือวัด Conversion จะถูกติดตั้งในเบราว์เซอร์ของคุณเฉพาะเมื่อคุณคลิกโฆษณาที่แสดงโดย Google ที่ผู้ลงโฆษณาเลือกใช้เครื่องมือวัด Conversion เท่านั้น คุกกี้เหล่านี้จะหมดอายุภายใน 30 วัน และไม่มีข้อมูลส่วนตัวใดที่บ่งชี้ถึงตัวคุณ หากคุกกี้นี้ยังไม่หมดอายุในขณะที่คุณเข้าชมบางหน้าเว็บในเว็บไซต์ของผู้ลงโฆษณานั้น Google และผู้ลงโฆษณาจะสามารถรู้ได้ว่าคุณคลิกโฆษณาและเลือกไปที่หน้าเว็บนั้น ผู้ลงโฆษณาแต่ละรายได้รับคุกกี้ที่แตกต่างกัน ดังนั้น จึงไม่สามารถวัดคุกกี้ข้ามผ่านเว็บไซต์ของผู้ลงโฆษณาได้ หากคุณต้องการปิดใช้งานคุกกี้เครื่องมือวัด Conversion คุณสามารถตั้งค่าให้เบราว์เซอร์ของคุณบล็อกคุกกี้จากโดเมน googleadservices.com
นอกจากนี้ ในปัจจุบันนี้ยังไม่มีการตั้งค่าคุกกี้ต่อโดเมนใน iOS และเบราว์เซอร์มือถือที่ใช้แอนดรอยด์ คุณจึงต้องปิดใช้งานคุกกี้ทั้งหมดเพื่อเลือกไม่ใช้เครื่องมือวัด Conversion บนมือถือ
ฉันจะแก้ไขค่ากำหนดโฆษณาสำหรับแอปพลิเคชันและไคลเอ็นต์อื่นๆ ได้อย่างไร
คุณสามารถใช้ Ads Preferences Manager สำหรับแอปพลิเคชันในการแก้ไขหมวดหมู่ความสนใจที่เกี่ยวข้อง รีเซ็ตค่ากำหนดโฆษณาของคุณ หรือเลือกไม่รับโฆษณาตามความสนใจในโทรศัพท์มือถือของคุณได้
หากต้องการเปลี่ยนค่ากำหนด เพียงทำตามคำแนะนำสำหรับโทรศัพท์มือถือของคุณด้านล่างนี้
แอนดรอยด์
- เปิด แอนดรอยด์มาร์เก็ต ในอุปกรณ์ของคุณ
- กด เมนู แล้วเลือก การตั้งค่า
iOS
- ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Google Search หรือสแกนโค้ด QR ด้านบนด้วยโทรศัพท์มือถือของคุณ
- เปิดหน้า การตั้งค่า ของแอปพลิเคชัน Google Search ที่ดาวน์โหลดมา
ค่ากำหนดโฆษณาแอปพลิเคชันสำหรับมือถือของคุณอาจถูกนำไปใช้กับ “โฆษณาโดย Google” ในเว็บเบราว์เซอร์ของคุณและในทางกลับกันด้วย หากต้องการจัดการค่ากำหนดโฆษณาของคุณสำหรับ “โฆษณาโดย Google” ที่คุณเห็นในเบราว์เซอร์ ให้ไปที่ Ads Preferences Manager สำหรับเบราว์เซอร์
อ้างอิงจากGoogle.com
อาจารย์นายเจษฎา ดิษฐสุวรรณ (ครูเต้ง)
080-7158480




































